การเชื่อมโยงระหว่างการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดย Dr. Wolfgang Scholz, Research Group Regional Development and Risk Management, TU Dortmund University

Our Article

การเชื่อมโยงระหว่างการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน
โดย Dr. Wolfgang Scholz, Research Group Regional Development and Risk Management, TU Dortmund University

year 2025

Share on facebook
Facebook
Share on google
Google+
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on whatsapp
WhatsApp

ภาพที่ 1 ภาพถ่ายรวมของผู้เสวนาและผู้บรรยาย

หน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University Research Unit in Urban Futures & Policy Research Unit หรือ UFP) ร่วมกับ องค์กร START International (หรือ Global Change System for Analysis, Research, and Training) ที่ทางหน่วยวิจัยฯ ได้เป็นพันธมิตรระดับภูมิภาค หรือ Regional Affiliate และโครงการ EPIC-N หรือ (Educational Partnerships for Innovation in Communities Network) ซึ่งทางหน่วยวิจัย UFP เป็นผู้ประสานงานระดับเอเชีย (Asia coordinator) ได้ร่วมจัดงาน “สัมมนาเชิงปฏิบัติการนานาชาติ การวางแผนและผังเมือง และการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อส่งเสริมการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเมืองสำหรับทุกคน” เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวม ผู้นำชุมชน นักผังเมือง ผู้กำหนดนโยบาย สถาปนิก และนักวิจัยจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความร่วมมือ และพัฒนากลยุทธ์เชิงปฏิบัติที่ตอบโจทย์ความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ งานสัมมนาเชิงปฏิบัติการนานาชาติจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มกราคม พ.ศ. 2568

จากบทความครั้งที่แล้วที่หน่วยวิจัยฯ ได้เล่าถึง เวทีเสวนา: ประสบการณ์การใช้ EPIC-N model ในเอเชีย เสวนาโดย 1) Dr. Le Thi Xa, Soc Trang Community College, Vietnam 2) Asst. Prof. Dr. Nurrohman Wijaya, Bandung Institute of Technology, Indonesia และ 3) Prof. Che Zalina Zulkifli, Sultan Idris Education University (UPSI), Malaysia จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการดำเนินงานโครงการของแต่ละวิทยากร จะสรุปได้ว่า EPIC-N Model เป็นแนวทางแก้ไขที่เป็นนวัตกรรมและสามารถขยายผลได้ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมและความท้าทายด้านการศึกษา ช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง

ในครั้งนี้ หน่วยวิจัยฯ จะมาเล่าถึงการบรรยายจาก Keynote Speaker ท่านต่อไปที่หน่วยวิจัยฯ ได้เชิญมาร่วมบรรยายภายในงาน ทางหน่วยวิจัยฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เชิญ Dr. Wolfgang Scholz, Research Group Regional Development and Risk Management, TU Dortmund University มาบรรยายในหัวข้อ “การเชื่อมโยงระหว่างการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน” Dr. Wolfgang Scholz สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการวางผังพื้นที่ (Spatial Planning) จากมหาวิทยาลัย TU Dortmund ประเทศเยอรมนี ในปี ค.ศ. 1992 หลังจากนั้น เขาได้ทำงานในสตูดิโอออกแบบเมืองเอกชนในเยอรมนีเป็นเวลา 10 ปี ก่อนกลับเข้าสู่วงการวิชาการ และได้รับปริญญาเอกในปี ค.ศ. 2006 โดยวิทยานิพนธ์ของเขาเน้นเรื่อง “Informal urbanization in Tanzania” ในปี ค.ศ. 2012 เขาได้รับแต่งตั้งเป็น รองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเยอรมันในประเทศโอมาน (German University of Technology in Oman) ระหว่างปี ค.ศ. 2014–2018 เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาการวางแผนระหว่างประเทศ (Department of International Planning Studies) ที่มหาวิทยาลัย TU Dortmund ต่อมาในปี ค.ศ. 2019–2020 เขาเป็น ศาสตราจารย์รับเชิญด้านการพัฒนาเมืองระหว่างประเทศ ที่คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยดาร์มสตัดท์ (Faculty of Architecture, Darmstadt) ปัจจุบัน ดร. โชลซ์ กำลังทำวิจัยเกี่ยวกับ การพัฒนาเมืองที่ยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ (resilient urban development) ในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัย TU Dortmund ประเทศเยอรมนี

ภาพที่ 2 Dr. Wolfgang Scholz, Research Group Regional Development and Risk Management, TU Dortmund University

Dr. Wolfgang จะเล่าถึงการเชื่อมโยงระหว่างการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ภายใต้โครงการ การเชื่อมโยงการปกครองเพื่อรองรับภัยพิบัติกับการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน: กรณีศึกษาการตั้งถิ่นฐานนอกระบบในพื้นที่เสี่ยงภัยของประเทศฟิลิปปินส์ เวียดนาม ประเทศไทย (LIRLAP) และการร่วมประยุกต์ EPIC-N Model ในการดำเนินโครงการ (ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการ LIRLAP ได้ที่นี้: http://www.urbanfuturestu.com/lirlap/)

ประเด็นที่ Dr. Wolfgang อยากจะเล่าถึงการดำเนินงานได้แก่
1.การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการสอนในห้องเรียน ใช้โครงการวิจัยเป็นเครื่องมือเพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษา ทำให้การสอนมีชีวิตชีวามากขึ้น

2.เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสกับประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่เรียนจากทฤษฎีในห้องเรียนเท่านั้น แต่นำพวกเขาไปพบกับโลกจริง เพื่อให้เข้าใจถึงความซับซ้อนของปัญหาสังคมและเมือง

3.นักศึกษาได้พบกับชุมชนเมืองที่ยากจนและเข้าใจความต้องการของพวกเขา เป็นการ "ออกจากห้องเรียนสู่ความเป็นจริง" ซึ่งตรงกับแนวทางของ EPIC-N อย่างแท้จริง

4.ผลงานของนักศึกษามีส่วนร่วมในงานวิจัย และงานวิจัยก็สนับสนุนงานของนักศึกษา เป็นความสัมพันธ์แบบ win-win ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์

5.โครงการวิจัยสามารถใช้ความคิดและข้อมูลจากนักศึกษา แนวคิดของนักศึกษาอาจกลายเป็น “บอลลูนทดลอง” สำหรับการแทรกแซงทางการวางผังในอนาคต

6.ความร่วมมือระหว่างนักศึกษาท้องถิ่นด้านสถาปัตยกรรม กับนักศึกษาวางผังเมืองจากยุโรป สร้างการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม และวิธีคิดที่หลากหลาย

7.ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้จัก EPIC Model และเครือข่าย EPIC-N มาก่อน แต่เมื่อได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่ามันทำงานอย่างไร

8.พบว่าเป็นแนวทางและเครือข่ายที่มีศักยภาพสูง (Promising approach and network) ช่วยให้ทั้งอาจารย์ นักศึกษา และชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

9.อาจจะเดินตามแนวทางของ EPIC มาหลายปีแล้วโดยไม่รู้ตัว? คำถามนี้นำไปสู่การทบทวนแนวทางการทำงานที่ผ่านมา และเปิดโอกาสในการพัฒนาเพิ่มเติม: “มีอะไรอีกที่ผมยังสามารถพัฒนาได้อีก?”

สำหรับโครงการวิจัย LIRLAP (Linking Disaster Risk Governance and Land-Use Planning) เป็นโครงการวิจัยระยะยาวที่มีเป้าหมายในการพัฒนาความยั่งยืนและความยืดหยุ่นของเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการและวิจัยแห่งประเทศเยอรมนี (BMBF) เป็นโครงการระยะยาวที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยเชิงลึกและการมีส่วนร่วมของชุมชน บูรณาการการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนร่วมกับการบริหารจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) โดยเน้นความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) นำร่องการย้ายถิ่นและการยกระดับพื้นที่ในเมือง ผ่านโครงการนำร่องใน มหานครมะนิลา (ฟิลิปปินส์), ฮานอย (เวียดนาม), และกรุงเทพมหานคร (ประเทศไทย)

แนวทางและเป้าหมายหลักการออกแบบแนวทางการยกระดับและการย้ายถิ่นอย่างเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ (climate-adapted upgrading and retreat) โดยเน้น การมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการดำรงชีพของประชาชน และส่งเสริมกลยุทธ์ที่ยั่งยืนในท้องถิ่น ผ่านการอบรมและพัฒนาศักยภาพของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำ หลักสูตรปริญญาเอก (PhD) ร่วมกันระหว่าง TU Dortmund กับ University of the Philippines

พันธมิตรของโครงการ (Partners):
TU Dortmund University University of Stuttgart, LMU Munich University, KaiserIngenieure.

University of the Philippines, School of Urban and Regional Planning

Vietnam National University of Agriculture

Thammasat University – Urban Futures & Policy Research Unit (UFP)

โครงการ LIRLAP เป็นตัวอย่างของการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ผสานระหว่างการศึกษา การวางแผนเมือง และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเปิดเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติ ทั้งในแง่วิชาการ ชุมชน และการพัฒนาเชิงนโยบายอย่างยั่งยืน

กิจกรรมหลักของโครงการ LIRLAP:

1.การจัดเวิร์กช็อปกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ทั้งในระดับชาติและระดับองค์กรปกครองท้องถิ่น (LGU) ร่วมกับองค์กรชุมชน (CBOs), คนในชุมชน และสถาบันการศึกษา

2.การทำงานในพื้นที่ศึกษาเฉพาะ (case study) และร่วมสร้างองค์ความรู้และแนวทางแก้ไขปัญหากับชุมชน

3.การอบรมผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น, หลักสูตรปริญญาเอกแบบร่วม (Joint PhD) และ โครงการนักศึกษาร่วมระหว่างประเทศ

กรณีศึกษา: หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกย้ายถิ่นฐาน (resettlement site) ประสบปัญหาน้ำท่วมอีกครั้ง ทำให้คนในชุมชน หวาดกลัวว่าจะถูกบังคับให้ย้ายออกอีกครั้ง

โครงการนักศึกษาขั้นสูง (Advanced Students Project) คืออะไร?
แกนหลักของหลักสูตรการวางผังพื้นที่ (Spatial Planning) ที่มหาวิทยาลัยดอร์ทมุนด์ คือการเรียนรู้ผ่านการทำวิจัย (Research-based Learning) ภายใต้โครงการที่ใช้เวลาหนึ่งปี โดยจัดในปีที่ 1 และปีที่ 3 ของระดับปริญญาตรี นักศึกษา 10–12 คน ทำงานร่วมกันในลักษณะปฏิบัติจริง มีความสหวิทยาการ และมีความเป็นวิชาการ โดยมีอาจารย์ผู้สอน 2 คนคอยดูแล เป้าหมายของโครงการคือการส่งเสริมให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความรับผิดชอบ ร่วมมือกัน และพัฒนาทักษะทั้งในด้านวิชาการและการนำไปใช้จริง ทักษะหลักในการทำงานกลุ่ม ได้แก่ การประสานงาน การนำเสนอ การเป็นผู้นำอภิปราย การจดบันทึก การสร้างฉันทามติ และการจัดการกับความขัดแย้ง หัวข้อโครงการที่ดำเนินพร้อมกันทั้งหมด 10 โครงการมีความหลากหลาย โดยผู้สอนได้ดูแลโครงการที่มีการเดินทางศึกษาดูงานในประเทศกำลังพัฒนา เช่น แทนซาเนีย แอฟริกาใต้ ฟิลิปปินส์ และในปี 2025/26 จะจัดที่ประเทศไทยด้วย

ผลงานที่เกิดขึ้น (Achievements): 1.นักศึกษาได้เรียนรู้จากชุมชน เข้าใจถึงบริบทและความต้องการที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากที่คุ้นเคย

2.ตระหนักถึงความต้องการด้านการดำรงชีพของคนในพื้นที่

3.คิดค้นแนวทางแก้ปัญหาแบบนอกกรอบ และสะท้อนสถานการณ์ของตนเองในประเทศเยอรมนี

4.ทำงานร่วมกันระหว่างนักศึกษา อาจารย์ และชุมชนในรูปแบบของการร่วมผลิตความรู้ (co-production)

5.นำเสนอผลงานต่อหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษา

6.สนับสนุนโครงการ LIRLAP ด้วยแนวคิดของตนเอง ซึ่งจะถูกนำไปใช้จริงโดย NGO ท้องถิ่นในปี 2025

7.ผลงานได้รับการตอบรับอย่างดีจากชุมชน และทำให้ฝ่ายบริหารท้องถิ่นต้องหันมาใส่ใจเสียงของประชาชนมากขึ้น

เราทำตามหลักของโมเดล EPIC หรือไม่?

คำตอบคือ "ใช่" ในหลายๆ ด้าน เราได้ดำเนินการตามองค์ประกอบสำคัญของโมเดล EPIC แล้ว แม้จะไม่ได้ระบุชัดว่าทำตาม EPIC ตั้งแต่แรกก็ตาม

เราสามารถปรับปรุงการทำงานในโครงการครั้งหน้า (ประเทศไทย ปี 2025/26) ได้อย่างไร?

โดยการผนวกองค์ประกอบของโมเดล EPIC ที่อาจยังตกหล่น ดังนี้:

1.เคารพโครงสร้างการบริหาร หน้าที่ และแรงจูงใจที่มีอยู่ของทุกฝ่าย พิจารณาร่วมออกแบบโครงการกับหน่วยงานท้องถิ่นตั้งแต่ต้น เพื่อให้การมีส่วนร่วมสอดคล้องกับบทบาทของแต่ละฝ่าย

2.สร้าง “ความร่วมมืออย่างแท้จริง” กับองค์กรปกครองท้องถิ่นหรือชุมชน อาจมีการลงนาม MOU หรือจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับองค์กรท้องถิ่นเพื่อดูแลเป้าหมายร่วมกัน

3.มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างตั้งใจ ให้ชุมชนกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของคุณภาพชีวิต และให้นักศึกษาช่วยติดตามและประเมิน

4.เลือกและดำเนินโครงการที่มาจากชุมชน เป็นของชุมชน และประเมินโดยชุมชนเอง เริ่มจากกระบวนการระดมความคิดเห็นของชาวบ้าน และเน้น “ชุมชนเป็นเจ้าของปัญหาและการแก้ไข”

5.ส่งเสริมความร่วมมือข้ามสาขาวิชา และการมีส่วนร่วมในระดับใหญ่ (หลายรายวิชา หลายคน หลายชั่วโมง) ดึงคณะ/สาขาอื่นๆ เข้าร่วม เช่น วิศวกรรม เกษตร สาธารณสุข หรือเทคโนโลยี เพื่อสร้างการแก้ปัญหาที่ครบมิติ

Dr. Wolfgang แสดงให้เห็นว่า EPIC-N Model ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวทางหนึ่งของการมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยกับชุมชน แต่ยังเป็น พื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยน ความร่วมมือ และการเติบโตร่วมกัน ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ทั้งในระดับท้องถิ่นและนานาชาติ การประยุกต์ใช้โมเดลสามารถทำได้ง่าย และต้นทุนต่ำ ในบทความต่อไปจะนำเสนอบทความ “เวทีเสวนา: สถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองสําหรับชุมชน รวมถึงโอกาศในการควบรวมการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่การปฏิบัติการระดับชุมชน การออกแบบ และวางผัง” โดยมีวิทยากร 4 ท่าน ที่จะมาอธิบายด้านสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองที่สามารถควบรวมการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่การปฏิบัติการระดับชุมชนได้อย่างไร

👉👉👉โปรดติดตาม รายละเอียดและความร่วมมือใหม่ ๆ ได้จากทางหน้าเพจของ Urban Futures and Policy ต่อไป...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.